สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุ และสุขภาพ

8 1.5 รังสีก่อไอออน (Ionizing Radiation) และรังสีไม่ก่อไอออน (Non-Ionizing Radiation) ต่างกันอย่างไร ค�ำว่า “รังสี” (ภาษาอังกฤษใช้ค�ำว่า Radiation เช่นเดียวกับในหัวข้อ 1.3) หมายถึงพลังงานที่มาจากแหล่งก�ำเนิดและเดินทางผ่านที่ว่าง และอาจจะสามารถ ทะลุทะลวงผ่านวัสดุต่าง ๆ ได้ [4] ในฟิสิกส์ยุคใหม่ การแผ่พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้านั้น เราสามารถพิจารณา ให้เป็นกระแสของอนุภาคมูลฐาน (Elementary particle) ที่มีชื่อเรียกว่าโฟตอน (Photon) ซึ่งเคลื่อนที่ในสูญญากาศด้วยความเร็วแสง [5] ระดับของพลังงาน โฟตอนเพิ่มขึ้นตามความถี่ของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าและมีหน่วยวัดเป็นอิเล็กตรอน โวลต์ (Electron volts เขียนย่อว่า eV) ที่ความถี่ประมาณ 2420 ล้านเมกะเฮิรตซ์ ระดับของพลังงานโฟตอน จะมีค่าประมาณ 12.4 eV [6] ซึ่งเท่ากับ พลังงานที่ยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอน (Electron) ไว้กับอะตอม ที่ระดับพลังงานนี้โมเลกุลของน�้ำและเนื้อเยื่อชีวภาพสามารถก่อ ไอออน (แตกตัว) ได้ การก่อไอออนก็คือกระบวนการที่อะตอมหรือโมเลกุลได้รับ ประจุลบหรือบวก โดยได้รับอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้น หรือสูญเสียอิเล็กตรอน อะตอมที่ สูญเสียอิเล็กตรอนจะกลายเป็นไอออนประจุบวก ในขณะที่อะตอมที่รับอิเล็กตรอน เพิ่มเข้ามา จะกลายเป็นไอออนประจุลบ ดังนั้นที่ความถี่ 2420 ล้านเมกะเฮิรตซ์ หรือสูงกว่า พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (หรือรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า) จึงถูกจัดให้อยู่ใน จ�ำพวก“ก่อไอออน” (Ionizing) ตัวอย่างของรังสีก่อไอออนได้แก่ รังสีเอ็กซ์และ รังสีที่แผ่ออกจากวัสดุกัมมันตรังสี ซึ่งสามารถทะลุผ่านร่างกายได้ (รูปที่ 3) ในทางตรงกันข้าม ระดับพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการแผ่พลังงานแม่เหล็ก ไฟฟ้าความถี่วิทยุไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะท�ำให้อิเล็กตรอนหลุดจากอะตอม หรือโมเลกุลได้ [6] นั่นก็คือไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะท�ำลายดีเอ็นเอ (DNA)

RkJQdWJsaXNoZXIy MTQ0NjMy